ยาโควิด: nirmatrelvir/ritonavir, molnupiravir และ favipiravir ต่างกันอย่างไร
ยาโควิดแต่ละชนิดคืออะไร และตามฉลากทางการใช้กับใคร
โดยทีม Rx Route7 ต.ค. 2569อ่าน 5 นาที
สรุปสั้น · อ่านแค่นี้ก็พอ
- ยาต้านไวรัสโควิดใช้รักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้ว ไม่ใช่ยาป้องกัน
- nirmatrelvir/ritonavir และ molnupiravir ตามฉลากสหรัฐฯ ใช้ในผู้ใหญ่ที่เสี่ยงโรครุนแรง โดยเริ่มภายใน 5 วันหลังเริ่มมีอาการ
- ritonavir ตีกับยาหลายชนิดได้ ต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจรายการยาก่อน
- molnupiravir ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ favipiravir ตามเอกสารญี่ปุ่นห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
ยาโควิดคืออะไร และต่างจากวัคซีนอย่างไร
ยาโควิดในที่นี้คือยาต้านไวรัสที่ใช้เมื่อติดเชื้อโควิด-19 แล้ว เพื่อลดโอกาสที่อาการจะรุนแรง ไม่ใช่ยาป้องกันการติดเชื้อ
ฉลากของ Paxlovid และ Lagevrio ในสหรัฐฯ ระบุชัดว่าไม่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ใช้ป้องกันก่อนหรือหลังสัมผัสเชื้อ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปจากเอกสารทางการ ไม่ใช่คำแนะนำส่วนบุคคล
nirmatrelvir/ritonavir (Paxlovid) ใช้กับใคร
ฉลากสหรัฐฯ (ปรับปรุง 02/2026) ระบุข้อบ่งใช้คือ โควิด-19 ระดับเล็กน้อยถึงปานกลางในผู้ใหญ่ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง รวมถึงเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต
ขนาดมาตรฐานในฉลากคือ nirmatrelvir 300 มก. ร่วมกับ ritonavir 100 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน ผู้ที่ไตทำงานลดลงต้องลดขนาดตามฉลาก
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยในฉลากคือรับรสผิดปกติ (5%) และท้องเสีย (3%)
ในร้านมียา ComboVir ที่ระบุว่าเป็นคู่ยา nirmatrelvir และ ritonavir เนื้อหานี้ใช้ฉลาก Paxlovid เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น รายละเอียดแพ็กและฉลากของยี่ห้อ ให้ดูในเอกสารกำกับยาของกล่อง
ritonavir ตีกับยาอะไรบ้าง
ritonavir ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A ทำให้ระดับยาอื่นในเลือดสูงขึ้นได้ ฉลากระบุว่าบางกรณีรุนแรงถึงชีวิต ยาที่ฉลากห้ามใช้ร่วม เช่น lovastatin, simvastatin, triazolam, ยา midazolam ชนิดรับประทาน, อนุพันธ์ ergot และยาจังหวะหัวใจบางชนิด (amiodarone, flecainide, propafenone, quinidine)
จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจรายการยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริม ก่อนใช้
ฉลากยังเตือนว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่ได้รับการรักษาหรือไม่ทราบสถานะ อาจเกิดการดื้อยากลุ่ม HIV protease inhibitor
molnupiravir (Lagevrio) ใช้กับใคร
เอกสาร EUA ของ FDA (ปรับปรุง 06/2024) อนุญาตให้ใช้ในผู้ใหญ่ที่เป็นโควิด-19 ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เสี่ยงโรครุนแรง และไม่มียาทางเลือกอื่นที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตที่เข้าถึงได้หรือเหมาะสม
ขนาดในเอกสารคือ 800 มก. (แคปซูล 200 มก. 4 เม็ด) ทุก 12 ชั่วโมง นาน 5 วัน เริ่มภายใน 5 วันหลังเริ่มมีอาการ ไม่อนุญาตให้ใช้ในผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะอาจกระทบกระดูกและกระดูกอ่อน
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ท้องเสีย คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ
ในร้านมียา Moluzaq-200 เนื้อหานี้ใช้เอกสาร Lagevrio เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ข้อมูลของยี่ห้อต้องดูในเอกสารกำกับยาของกล่อง
favipiravir (ฟาวิพิราเวียร์) ต่างออกไปอย่างไร
เอกสารทางการที่อ้างอิงคือใบกำกับยา Avigan 200 มก. ที่เผยแพร่โดย PMDA ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระบุข้อบ่งใช้เป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรืออุบัติซ้ำเมื่อยาอื่นไม่ได้ผล และโรค SFTS
ข้อควรระวังหลักในเอกสารนี้คือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์ เพราะการทดลองในสัตว์พบการตายของตัวอ่อนระยะแรกและความพิการแต่กำเนิด หญิงวัยเจริญพันธุ์ต้องตรวจการตั้งครรภ์ก่อนใช้ และคุมกำเนิดระหว่างใช้และหลังหยุด 10 วัน
ผลข้างเคียงที่พบ เช่น กรดยูริกในเลือดสูง ท้องเสีย ค่าตับสูง ยาที่มีปฏิกิริยาต่อกัน เช่น pyrazinamide, repaglinide, theophylline
ในร้านมี Feravir-400 ซึ่งรายการของผู้ผลิตระบุความแรง 400 มก. เนื้อหานี้ไม่ได้ยืนยันข้อบ่งใช้หรือขนาดของยี่ห้อนั้น ให้ดูในเอกสารกำกับยาของกล่อง
ข้อควรระวังในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- molnupiravir: ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ตั้งครรภ์ได้ควรคุมกำเนิดระหว่างใช้และ 4 วันหลังโดสสุดท้าย ผู้ชายที่มีคู่ที่ตั้งครรภ์ได้ ควรคุมกำเนิดระหว่างใช้และอย่างน้อย 3 เดือนหลังจากนั้น ไม่แนะนำให้ให้นมบุตรระหว่างใช้และ 4 วันหลังโดสสุดท้าย
- favipiravir: ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ตามเอกสารญี่ปุ่น
- nirmatrelvir/ritonavir: ฉลากระบุว่าข้อมูลในหญิงตั้งครรภ์ไม่เพียงพอ ให้ปรึกษาแพทย์
ต้องเริ่มเมื่อไร
ฉลาก Paxlovid ให้เริ่มโดยเร็วหลังวินิจฉัย และภายใน 5 วันหลังเริ่มมีอาการ เอกสาร Lagevrio ก็กำหนดภายใน 5 วันเช่นกัน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ให้ปรึกษาแพทย์
เมื่อไรควรพบแพทย์หรือเภสัชกร
- ก่อนใช้ยาใดก็ตาม เพื่อตรวจว่าเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงและยาที่ใช้อยู่ตีกันหรือไม่
- ตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
- มีโรคตับ โรคไต หรือเคยแพ้ยา
- หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึมสับสน หรืออาการแย่ลง ให้ไปโรงพยาบาลทันที
ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา